หน้าหลัก > e-library > สาระน่ารู้เพื่อการเกษียณ > อยู่ดีมีสุข
 
5 ขั้นตอนในการกำจัดเชื้อราในบ้านหลังน้ำลดเพื่อป้องกันสุขภาพของเจ้าของบ้าน
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะ 5 ขั้นตอนในการกำจัดเชื้อราในบ้านหลังน้ำลดเพื่อป้องกันสุขภาพของเจ้าของบ้าน
1. การป้องกันตนเอง ด้วยการสวมรองเท้าบู๊ทยาง สวมถุงมือยาง เพื่อป้องกันเชื้อราสัมผัสผิวหนังโดยตรง ใส่แว่นตาป้องกันเชื้อกระเด็นเข้าตา และใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกป้องกันการหายใจเอาสปอร์เชื้อราและไอระเหยสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย

2. การระบายอากาศ ในระหว่างทำความสะอาดควรเปิดประตู หน้าต่าง ม่าน เพื่อให้อากาศถ่ายเทและให้มีแสงแดดส่องถึงที่สำคัญไม่ควรเปิดแอร์และพัดลมในระหว่างการทำความสะอาดเพราะจะทำให้สปอร์ของเชื้อราฟุ้งกระจายได้ 

3. การทำความสะอาด ให้ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ให้เร็วที่สุดภายใน 24 ถึง48 ชั่วโมงหลังน้ำลด ด้วยน้ำและสบู่เพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกก่อน หลังจากนั้นให้ล้างด้วยน้ำยาโซเดียมไฮโปคลอไรต์หรือผงปูนคลอรีน 0.5 เปอร์เซ็นต์ หรือใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปน้ำยาซักผ้าขาวที่มีส่วนผสมของโซเดียมไฮโปคลอไรต์ นำมาผสมกับน้ำในอัตราส่วนน้ำยาซักผ้าขาว 3-5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 แกลลอน สำหรับเชื้อราที่ขึ้นเป็นจุด ๆ บนวอลเปเปอร์และผนัง ให้เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผล 70 เปอร์เซ็นต์ผสมกับกรดซาลิไซลิกในอัตราส่วน 5 ต่อ 1

แต่หากพบว่ามีเชื้อราเป็นจำนวนมากควรเปลี่ยนวอลเปเปอร์และผนังใหม่ ส่วนเชื้อราบนเครื่องหนังให้ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดถูหลาย ๆ ครั้ง เมื่อเครื่องหนังแห้งแล้วให้เช็ดด้วยน้ำยาทำความสะอาดอีกครั้งและใช้ครีมเช็ดรองเท้าเช็ดถูปิดท้าย หลังจากการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เสร็จแล้ว ให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อราเช็ดหรือพ่นบริเวณที่มีเชื้อราเจริญต่อเนื่องทุกวันจนเชื้อราหายไป จากนั้นเว้นระยะเช็ดหรือพ่นเป็นสัปดาห์ละครั้งเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อราเจริญเติบโตอีก

4. การทำให้แห้ง หลังทำความสะอาดและฆ่าเชื้อราในบ้านเสร็จแล้วให้เปิดพัดลมเป่าในบ้าน และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เปิดหน้าต่าง ประตู เพื่อให้อากาศถ่ายเทเอาสปอร์ของเชื้อราออกจากตัวบ้านจนมั่นใจว่าบ้านและอุปกรณ์ต่างๆ แห้งสนิท

5. ตรวจสอบเชื้อรา หลังจากทำความสะอาดไปแล้ว 2 -3 วัน ให้สังเกตว่ามีเชื้อราเจริญเติบโตอีกหรือไม่ ถ้ายังพบว่ามีเชื้อราให้ทำความสะอาดซ้ำ หากมีเชื้อราเกิดขึ้นอีกให้ประชาชนตรวจสอบระบบระบายอากาศ ระบบแอร์ทั้งหมด และระดับความชื้นภายในบ้านด้วย
 
ที่มา: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
 
   
  วันที่ : 8 ธันวาคม 2554 
  แก้ไขล่าสุด : 8 ธันวาคม 2554