หน้าหลัก > e-library > สาระน่ารู้เพื่อการเกษียณ > อยู่ดีมีสุข
 
เรื่องเบาๆ ที่ไม่ต้องการ
หลายคนประสบปัญหาปวดปัสสาวะบ่อยจนรู้สึกรำคาญ เวลาเดินทางไปไหนไกลๆ หรือรถติดบนท้องถนนก็ปวดกลางทาง จนไม่เป็นอันทำอะไร อาจดูเป็นเรื่องปกติ
แต่รู้หรือไม่ว่า อาการเหล่านี้ เสี่ยงเป็นโรคโอเอบี หรือกระเพาะปัสสาวะไวเกิน คือปัสสาวะบ่อยถึง 3 ครั้งต่อชั่วโมง ขณะที่คนแข็งแรงปกติจะปัสสาวะ 4-6 ครั้งในตอนกลางวัน

นพ.บุญเลิศ สุขวัฒนาสินิทธิ์ ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า อาการปวดปัสสาวะบ่อยเป็นอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายปัสสาวะ ซึ่งมักพบได้จากหลายสาเหตุ และโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยแต่อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก คือ โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน หรือ Over Active Bladder (OAB) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการความผิดปกติของระบบปัสสาวะส่วนล่าง เป็นภาวะที่กระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากเกินไป ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ บางคนเป็นมากต้องปัสสาวะ 2-3 ครั้งต่อชั่วโมง ยิ่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ จะปัสสาวะบ่อยมากขึ้น และรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างรุนแรง เวลาปวดจะกลั้นไม่ค่อยได้ รวมทั้งต้องตื่นเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนบ่อยๆ จนรบกวนการนอนหลับ แถมยังอาจมีปัสสาวะเล็ด หรือปวดท้องน้อยร่วมด้วย อาการจะคล้ายๆ กับเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบธรรมดา แต่จะเป็นเรื้อรัง
แม้จะยังไม่ทราบถึงสาเหตุของโรค แต่แพทย์ก็เชื่อว่า เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทบริเวณกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวบ่อยและไวกว่ากำหนด แม้จะยังมีปริมาณปัสสาวะไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกปวดก็ตาม สาเหตุอีกส่วนหนึ่ง คือพบร่วมกับภาวะการอักเสบ ติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ภาวะหมดประจำเดือนและโรคทางระบบประสาทบางชนิด
ในการรักษา แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะระบบประสาท และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตัดโรคอื่นๆ ที่อาจแสดงอาการคล้ายกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เนื้องอกในอุ้งเชิงกรานที่กดกระเพาะปัสสาวะจนทำให้ปัสสาวะบ่อย อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนยาน ภาวะการขาดฮอร์โมนเพศหญิง โรคเบาหวาน โรคเบาจืด การได้รับยาที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และอาการที่เกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน

การรักษา 
เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้น การรักษาจึงใช้แนวทางรักษาหลายชนิดมาผสมผสานกัน

1. ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากการรักษาภาวะ หรือโรคที่มีผลก่อให้เกิดปัญหากระเพาะปัสสาวะไวเกิน ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น งดดื่มน้ำก่อนนอน หลีกเลี่ยงยาหรืออาหารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการขับปัสสาวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ น้ำชา กาแฟ การจัดที่นอนใหม่ให้เข้าห้องน้ำได้สะดวกขึ้น บางกลุ่มอาจร่วมกับการใช้ยาที่มีฤทธิ์คลายการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะ เพื่อลดการบีบตัวที่ไวเกินปกติของกระเพาะปัสสาวะ แต่จะต้องปรับขนาดยาให้เหมาะต่อผู้ป่วยแต่ละราย

2. สำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยยากินไม่ได้ผล อาจต้องผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะบางส่วน หรืออาจนำลำไส้เล็กบางส่วนมาเย็บต่อกับกระเพาะปัสสาวะ เพื่อทำให้การบีบตัวไม่มีผลทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย แต่ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์

3. อีกทางเลือกใหม่ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยคือ การกระตุ้นเส้นประสาทบริเวณก้นกบด้วยไฟฟ้า จะช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ โดยผ่าตัดฝังตัวกระตุ้นสัญญาณไฟฟ้าที่หน้าท้องและกระดูกก้นกบ ซึ่งต้องมีการทดสอบในช่วงแรก หากได้ผลจึงผ่าตัดฝังเครื่องชนิดถาวรที่อยู่ได้ 5 ปี
 
นพ.บุญเลิศ แนะนำว่า ผู้ป่วยสามารถทำกายภาพบำบัด ด้วยการฝึกควบคุมระบบประสาท ให้สมองส่วนกลางส่งสัญญาณมายับยั้งวงจรการปัสสาวะ โดยการฝึกปัสสาวะให้เป็นเวลา และเพิ่มช่วงเวลาการอดกลั้นให้มากขึ้น เช่น จากเดิมต้องถ่ายเบาทุกๆ 1 ชั่วโมง ให้เพิ่มเป็น 1.30 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมงตามลำดับ เป็นการฝึกให้กระเพาะปัสสาวะเก็บปัสสาวะให้มากพอ โดยไม่มีอาการบีบตัวไวกว่าปกติ
 
เทคนิคการกายภาพบำบัดนี้ควรดำเนินการร่วมกับหลักจิตวิทยาว่าด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจ โดยผู้ป่วยควรขมิบช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งจะให้เรื่องการถ่ายเบาเป็นเรื่องเบาๆ อย่างแท้จริง

ข้อมูล : http://www.bangkokbiznews.com
 
 
   
  วันที่ : 7 กุมภาพันธ์ 2555 
  แก้ไขล่าสุด : 7 กุมภาพันธ์ 2555