logo-itself-band
ตำแหน่งที่เปิดรับ
กรอกใบสมัคร
สรุปผลการจัดซื้อ-จัดจ้าง
วิเคราะห์ผลการจัดซื้อจัดจ้าง
ประกาศจำหน่ายทรัพย์สิน
MCS Web
แบบฟอร์ม
งาน กบข.
กิจกรรมต่าง ๆ

News



การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ โควิด-19 แพร่ระบาดระลอก เมษายน

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ในฐานะนายกฯ และผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ( ศบค.) ได้ติดตามการแพร่ระบาดฯ พร้อมสั่งการให้แก้ไขเรื่องจำนวนเตียงและโรงพยาบาลสนามทั้งหมด ดังนี้

1. จัดแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามระดับอาการ เป็น 3 กลุ่ม คือ สีเขียว เหลือง แดง จัดเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์อย่างเพียงพอแก่สายด่วน 1668 1669 และ 1330 ปัจจุบันไม่มีผู้ป่วยต้องรอเตียงเกิน 48 ชั่วโมง

2. จัดตั้งศูนย์แรกรับและส่งต่อที่อาคารนิมิบุตร ซึ่งนับจากวันจัดตั้ง (30 เม.ย. 64) สามารถส่งต่อผู้ป่วยไปแล้ว 96% ทำให้ขณะนี้มีเตียงว่างทั้ง Hospitel และรพ.สนามทั่วประเทศกว่า 30,000 เตียง

3. รัฐบาลกำลังพิจารณาจัดตั้ง รพ. สนามเพิ่มเติมที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาเตียงสำหรับผู้ป่วยหนักในเขต กทม. และปริมณฑล โดยเปิด รพ. สนามที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ เพิ่มเตียงผู้ป่วยอาการหนักอีก 432 เตียง

ส่วนกรณีมีการแพร่เชื้อเป็นกลุ่มก้อนที่คลองเตย ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษและสั่งการให้ทุกหน่วยงานควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยใช้ประสบการณ์จาก “สมุทรสาคร โมเดล” มาปรับใช้ ทั้งการ “ตรวจเชื้อ คัดกรอง แยกตัว ส่งต่อ และรักษา” เน้นตรวจเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงในชุมชนให้ได้อย่างน้อย 1,000 คน/วัน โดยหน่วยรถเคลื่อนที่และรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทาน ตั้งเป้าตรวจเชิงรุกให้ได้อย่างน้อย 20,000 คน ขณะนี้ ก.สาธารณสุข ร่วมกับ ก.คมนาคม (การท่าเรือแห่งประเทศไทย) จัดพื้นที่ตรวจเชิงรุกให้ชาวชุมชนคลองเตยได้อีก 700 คน/วัน

ทั้งนี้ การร่วมกันแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ ต้องทำทุกทางเพื่อลดการสูญเสียให้มากที่สุด ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

1. จัดหาและฉีดวัคซีนให้คนไทยอย่างน้อยร้อยละ 70 หรือคิดเป็น 50 ล้านคน และฉีดให้ได้ 100 ล้านโดสภายในสิ้นปี 2564 นี้ ซึ่งได้ร่วมมือกับเอกชนเพิ่มจุดบริการฉีดวัคซีนให้มากขึ้น ตั้งเป้าต้องฉีดให้ได้เดือนละ 15 ล้านโดส และจัดหายาฟาวิพิราเวียร์ สำรองไว้อย่างเพียงพอ 1.5 ล้านเม็ด กระจายไปยังทุกเขตสุขภาพทั่วประเทศ และจะได้รับเพิ่มอีก 3 ล้านเม็ด ในเดือนนี้

2. จัดตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อบูรณาการแก้ปัญหาได้อย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและมีโครงสร้างบริหารงานที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น โดยนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.ศูนย์ฯ ซึ่งจะเป็นแนวทาง แก้ไขปัญหาให้จังหวัดอื่น ๆ ต่อไป

3. แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ให้คำปรึกษากับ ศบค. มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน รวมทั้งมีอาจารย์แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ เป็นกรรมการ เพื่อให้ข้อเสนอแนะตามหลักวิชาการสาธารณสุข และเชื่อมประสานกับโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

------------------------------

 

มาตรการบรรเทาผลกระทบประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด- 19 ระลอกเมษายน

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอเพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจ จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกเมษายน 2564 ดังนี้

 

มาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19

ครม.อนุมัติงบประมาณวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ให้แก่ ธนาคารออมสิน 1 หมื่นล้านบาท และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับประชาชน วงเงินคนละ 1 หมื่นบาท เป็นเวลา 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ ไม่เกิน 0.35% ต่อเดือน (ดอกเบี้ย 35 บาท/เดือน) โดยใน 6 เดือนแรก ยังไม่ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย มีผลตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. – 31 ธ.ค. 2564

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 ซึ่งกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้มีรายได้ประจำ เช่น พนักงาน/ลูกจ้าง หน่วยงานเอกชนที่มีเงินเดือนประจำ เป็นต้น,      ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอย เป็นต้น, และเกษตรกรรายย่อยหรือลูกจ้างภาคการเกษตรที่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน โดยมีกรอบวงเงินงบประมาณ รัฐบาลชดเชยความเสียหายที่เกิดจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans : NPLs) ร้อยละ 100 สำหรับ NPLs ที่ไม่เกินร้อยละ 50 ของสินเชื่อที่อนุมัติทั้งหมด 20,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 ล้านบาท

 

มาตรการพักชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs)

กระทรวงการคลังให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) พิจารณาขยายระยะเวลามาตรการพักชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ออกไปจนสิ้นปีนี้ (31 ธ.ค. 64) ตามความสมัครใจ โดยพักชำระเงินต้นเพื่อลดภาระชั่วคราวให้แก่ลูกหนี้ หรือเพื่อนำเงินงวดที่ต้องชำระหนี้ไปเป็นสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือเพื่อประกอบธุรกิจในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยไม่เพิ่มภาระให้แก่ลูกหนี้มากจนเกินควร ในการนำเงินมาชำระหลังพักหนี้แล้ว จากอัตราดอกเบี้ยตลอดระยะเวลาสัญญาเงินกู้ ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยกรณีที่ SFIs ได้พิจารณาพักชำระไว้ด้วย

นอกจากนี้ ให้ SFIs พิจารณาจัดลำดับความสำคัญของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่มากไปหาน้อย เพื่อดูแลลูกหนี้ในแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของลูกหนี้เป็นสำคัญ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะพิจารณาแนวทางในการช่วยเหลือ SFIs ตามความจำเป็นและเหมาะสมในกรณีที่การดำเนินการดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง หรือฐานะทางการเงินของ SFIs

ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions : SFIs) หมายถึง สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น เพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐในการพัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจ และสนับสนุนการลงทุนต่าง ๆ โดยอยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังซึ่งได้มอบหมายให้ ธปท. ทำหน้าที่ตรวจสอบผลการดำเนินงานและความเสี่ยง และรายงานผลการตรวจสอบไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ทำหน้าที่เป็นธนาคารที่ให้บริการทางการเงินทั้งด้านเงินฝากและให้สินเชื่อ ซึ่งปัจจุบันมี 4 แห่ง คือ

-          ธนาคารออมสิน

-          ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

-          ธนาคารอาคารสงเคราะห์

-          ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

2. สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ทำธุรกิจตามขอบเขตที่กำหนด เช่น ให้สินเชื่อหรือรับประกันสินเชื่อให้แก่ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แต่ไม่รับเงินฝากจากประชาชนทั่วไป ซึ่งปัจจุบันมี 4 แห่งคือ

-          ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) 

-          ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)

-          บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม

-          บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

 

มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในระยะเร่งด่วน

-    โครงการเราชนะ แก่ประชาชนจำนวน 32.9 ล้านคน โดยเพิ่มวงเงินช่วยเหลืออีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ใช้จ่ายสิ้นสุดถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ในกรอบวงเงิน 67,000 ล้านบาท

-    โครงการ ม 33 เรารักกัน แก่ประชาชนจำนวน 9.27 ล้านคน โดยเพิ่มวงเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ใช้จ่ายสิ้นสุดถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ในกรอบวงเงิน 18,500 ล้านบาท

 

มาตรการในระยะต่อไป (เมื่อสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในระลอกเดือนเมษายน 2564 คลี่คลายลง) กรอบวงเงินเบื้องต้น 140,000 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯ ดังนี้

1. มาตรการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

1.1 โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 แก่ประชาชนจำนวน 13.65 ล้านคน โดยให้งบค่าครองชีพเพิ่มเติม เดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน เริ่มกรกฎาคม – ธันวาคม 2564

1.2 โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ แก่ประชาชนจำนวน 2.5 ล้านคน โดยให้งบค่าครองชีพเพิ่มเติมเดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน เริ่มกรกฎาคม – ธันวาคม 2564

2. มาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนในกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูง ได้แก่

2.1 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจนถึงระดับฐานราก วงเงินไม่เกิน 3,000 บาท ใช้จ่ายวันละไม่เกิน 150 บาท/คน/วัน เริ่มเดือนกรกฎาคม เป็นต้นไป ทั้งนี้ คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 31 ล้านคน

2.2 โครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” โดยรัฐสนับสนุน e - Voucher ให้กับประชาชนที่ใช้จ่ายซื้อสินค้า ค่าอาหาร และเครื่องดื่มและค่าบริการกับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน โดยเมื่อประชาชนใช้จ่ายดังกล่าวจะได้รับสนับสนุน e – Voucher จากภาครัฐในช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2564 และสามารถนำ e - Voucher ไปใช้จ่ายได้ในเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 4 ล้านคน

ครม.เห็นชอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาดำเนินการเลื่อนกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 และโครงการทัวร์เที่ยวไทย ออกไปก่อนจนกว่าสถานการณ์การระบาดของโรคดควิด 19 ในระลอกเดือนเมษายน 2564 จะคลี่คลายลง ตามขั้นตอนของระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

        ครม.เห็นชอบมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (ไฟฟ้าและน้ำประปา) โดยให้ความช่วยเหลือลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาตามมาตรการเดิมที่ได้ดำเนินการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2564 ดังนี้

2.1 ค่าไฟฟ้า เสนอให้สิทธิค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ดังนี้

(1) ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก

(2) ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้า ดังนี้

         - กรณีหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ไฟฟ้าจริง

         - กรณีหน่วยการใช้ไฟฟ้ามากกว่าใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ ดังนี้

(2.1) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564

(2.2) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 500 หน่วยต่อเดือน แต่ไม่เกิน 1,000 หน่วยต่อเดือน ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 บวกด้วยหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 ในอัตราร้อยละ 50 

(2.3) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 บวกด้วยหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 ในอัตราร้อยละ 70 โดยให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

(3) ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรก

         ทั้งนี้ มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก กำหนดให้ดำเนินการเป็นระยะเวลา 2 เดือน สำหรับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าประจำเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564

2.2 ค่าน้ำประปา เสนอให้ลดค่าน้ำประปาลงร้อยละ 10 เฉพาะบ้านที่อยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นระยะเวลา 2 เดือน สำหรับใบแจ้งหนี้ค่าน้ำประปาประจำเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2564

ทั้งนี้ เห็นควรให้หน่วยงานรับผิดชอบ (การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค) ดำเนินการตามมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (ไฟฟ้าและน้ำประปา) โดยขอรับสนับสนุนแหล่งเงินเพื่อดำเนินตามมาตรการดังกล่าว ภายใต้กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ตามขั้นตอนของพระราชกำหนดฯ ต่อไป

 

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

คณะกรรมการ กยศ. เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ดังนี้

1. ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิด ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยมีรายละเอียดของมาตรการ ดังนี้

        (1) ลดเบี้ยปรับร้อยละ 100 สำหรับการชำระหนี้ปิดบัญชี

        (2) ลดเบี้ยปรับร้อยละ 80 สำหรับผู้กู้ยืมที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ

        (3) ลดเงินต้นร้อยละ 5 สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืน กยศ. ซึ่งไม่ได้เป็นหรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้และชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว

        (4) ลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือร้อยละ 0.5 ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

2. ชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2563 และปี 2564 ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความในปี 2564

3. งดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้กู้ยืมและ/หรือผู้ค้ำประกันที่ กยศ. ได้ขอให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ไว้จนถึงสิ้นปี 2564 โดย กยศ. จะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้กู้ยืมและ/หรือผู้ค้ำประกันที่ถูกยึดทรัพย์ รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้ถือกรรมสิทธิร่วม ผู้รับจำนองที่ยึดไว้ (ถ้ามี) เป็นต้น

4. ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.01 ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืน กยศ. และไม่ได้เป็นหรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

5. ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืน กยศ. สำหรับผู้กู้ยืมที่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงินและทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด 19