logo-itself-band
ตำแหน่งที่เปิดรับ
กรอกใบสมัคร
สรุปผลการจัดซื้อ-จัดจ้าง
วิเคราะห์ผลการจัดซื้อจัดจ้าง
ประกาศจำหน่ายทรัพย์สิน
MCS Web
แบบฟอร์ม
งาน กบข.
กิจกรรมต่าง ๆ

ข่าวประชาสัมพันธ์



ครม. อนุมัติงบกลาง 6,387,285,900 บาท ซื้อวัคซีนแอสตราเซเนกาเพิ่ม 35 ล้านโดส


        คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับบริการประชากรในประเทศไทยเพิ่มเติม โดยเป็นวัคซีนแอสตราเซเนกา จำนวน 35 ล้านโดส กรอบวงเงิน 6,387,285,900 บาท จากงบกลางของปีงบประมาณ2564 ตามแผนกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงวัคซีน โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาวัคซีนทั้งสิ้น 5,673.67 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการวัคซีน และการเตรียมความพร้อมในระดับพื้นที่เพื่อรองรับการฉีดวัคซีน จำนวน 713.61 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2564

        ทั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยสามารถจัดซื้อวัคซีนเพื่อฉีดให้ประชากรไทยครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี 2564  โดยเป็นประชากรกลุ่มเป้าหมายตามคำแนะนำของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค จำนวน 17.5 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ลดอัตราป่วย การเสียชีวิต และค่าใช้จ่ายภาครัฐในการดูแลรักษาผู้ป่วยจากโรคโควิด-19 รวมทั้งฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมให้กลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว

        สำหรับวัคซีนแอสตราเซเนกาล็อตแรก จำนวน 117,600 โดส เข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา และวัคซีนแอสตราเซเนกาล็อต 2 จำนวน 26 ล้านโดส จะเข้ามาในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2564 รวมทั้งวัคซีนชิโนแวคอีกจำนวน 2 ล้านโดส ดังนั้นในปีนี้ไทยจะมีวัคซีนทั้งหมดจำนวน 63 ล้านโดส ครอบคลุมร้อยละ 60 ของประชากรไทย

        ในอนาคตอาจจะให้กระทรวงการต่างประเทศออกวัคซีนพาสปอร์ต เพื่อเตรียมให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถเดินทางได้ โดยใช้วัคซีนพาสปอร์ตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลกและประเทศไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล   รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข แจ้งต่อที่ประชุม ครม. ว่าจะมีการพิจารณาให้ใบรับรอง (certificate) กับผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วโดยกรมควบคุมโรคเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศ

 ------------------------------

 

มาตรการแก้ปัญหาภัยแล้ง 


         นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ที่มีต่อประชาชนผู้ประสบภัยแล้งทั่วประเทศ โดยมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้พี่น้องประชาชนกินดีอยู่ดีมีความสุข ทั้งเรื่องน้ำกินน้ำใช้ หรือน้ำเพื่อการเกษตร

      ทั้งนี้ นายกฯ ได้มอบหมายกระทรวงทรัพย์ฯ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค ดังนี้

     - ให้ตรวจสอบคุณภาพและระดับน้ำอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้ศึกษาเส้นทางน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

     - ให้เร่งรัดจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม รวมทั้งบริหารจัดการน้ำสำหรับทำเกษตรกรรม

     - เชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกรหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน การปลูกข้าวในช่วงหน้าแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ

       ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำให้ดำเนินการดังนี้คือ

     - จัดหาแหล่งน้ำบาดาลระยะไกล โดยเจาะน้ำบาดาลในพื้นที่มีปริมาณน้ำมาก ส่งผ่านระบบกระจายน้ำให้นำไปใช้ในพื้นที่ที่ขาดแคลน ซึ่งในปีนี้มีการก่อสร้างในพื้นที่แล้งซ้ำซากหรือน้ำเค็มเพิ่มเติม

     - สร้างสถานีจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชน ให้บริการน้ำดื่มน้ำใช้ฟรี ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงแหล่งน้ำ

     - พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร นำมาใช้ในเกษตรแปลงใหญ่ ทำให้เกษตรกรและพื้นที่ได้รับประโยชน์ครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนการเติมน้ำใต้ดินเพื่อช่วยธรรมชาติฟื้นฟูชั้นน้ำบาดาล แก้ไขปัญหาการลดระดับลงของชั้นน้ำบาดาล มท.1 ห่วงใยประชาชนในช่วงฤดูร้อน สั่งการทุกจังหวัดติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทันทีหากเกิดภัย

          ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้ติดตามลักษณะอากาศช่วงฤดูร้อนร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ประเทศไทยตอนบน ช่วงกลางเดือน มี.ค.- เม.ย. นี้ จะมีอากาศร้อนอบอ้าวและจะมีพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่ อาจทำให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรได้

         โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 2 – 4 มี.ค. 64 พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึง กทม.และปริมณฑล จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง มีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่า เพื่อความปลอดภัย จึงขอเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM รวมถึงติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

 ------------------------------

 

ชะลอการขยายเกษียณอายุราชการจาก 60 ปีเป็น 63 ปี


        คณะรัฐมนตรีมีมติให้ชะลอการขยายเกษียณอายุราชการจาก 60 ปีเป็น 63 ปีออกไปก่อน เนื่องจากต้องใช้งบดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิดก่อน

       ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. ได้รับรายงานและข้อเสนอแนะเรื่องการจ้างข้าราชการภายหลังเกษียณอายุ 60 ปี เพื่อรองรับสังคมสูงวัยของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา และมีข้อสรุปดังนี้

       1. เห็นด้วยกับการชะลอขยายเกษียณอายุราชการเป็น 63 ปี เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงระบบการคลังและงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งควรใช้จ่ายงบประมาณที่มีจำกัดให้เกิดการจ้างงานกลุ่มเปราะบางก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น จะนำกลับมาพิจารณาใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

       2. เห็นด้วยกับการจ้างงานเพื่อใช้ศักยภาพข้าราชการเกษียณ ให้พิจารณาตามความจำเป็นและความต้องการบุคลากรในแต่ละตำแหน่งสาขา เช่น ตำแหน่งที่ขาดแคลนกำลังคน ตำแหน่งที่ต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและพิจารณาจ้างข้าราชการเกษียณอายุในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การจ้างเหมาบริการ การรับงานไปทำที่บ้าน เป็นต้น

       3. เห็นด้วยกับการศึกษาเพื่อปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยหน่วยงานผู้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวได้เตรียมความพร้อมข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง และจะศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลและแนวทางการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดรับกันต่อไป

3 มีนาคม 2564