logo-itself-band
ตำแหน่งที่เปิดรับ
กรอกใบสมัคร
สรุปผลการจัดซื้อ-จัดจ้าง
วิเคราะห์ผลการจัดซื้อจัดจ้าง
ประกาศจำหน่ายทรัพย์สิน
MCS Web
แบบฟอร์ม
งาน กบข.
กิจกรรมต่าง ๆ

ข่าวประชาสัมพันธ์



เปิดประเทศภายใน 120 วัน

 

        พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศเป้าหมายเตรียมเปิดประเทศใน 120 วัน หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจ สู้โควิด-19 รัฐบาลและทุกภาคส่วนได้เตรียม Road map เพื่อให้ประชาชนมั่นใจและร่วมเดินไปด้วยกันตามแผนงาน ดังนี้

- เดินหน้าตามแผนฉีดวัคซีนโดยเฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านโดส ประมาณต้นเดือนตุลาคมจะมีประชาชนได้ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว จำนวน 50 ล้านคน

- เดินหน้าเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนรายใหม่ๆ ปัจจุบันมีวัคซีนจำนวน 6 บริษัท ได้แก่ ไฟเซอร์, จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน, โมเดิร์นน่า, แอสตรา เซเนกา, ซิโนแวคและซิโนฟาร์ม พร้อมลงนามในสัญญาจองหรือสัญญาซื้อแล้ว 105.5 ล้านโดส จะทยอยส่งมอบเข้ามาภายในปีนี้ รวมถึงการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมสำหรับปีหน้า จะทยอยส่งมอบเข้ามาภายในปีนี้ แบ่งเป็น แอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส ซิโนแวค 19.5 ล้านโดส ไฟเซอร์ 20 ล้านโดส และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน 5 ล้านโดส รวมถึงจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีก 50 ล้านโดส รวมเป็น 150 ล้านโดส ภายในปี 2565 และมีฐานการผลิตวัคซีนในประเทศเพื่อการเข้าถึงวัคซีนอย่างยั่งยืน

- นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว สามารถเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องกักตัวโดยเริ่มต้นที่ จ.ภูเก็ต จากนั้นทยอยทดลองดำเนินการในพื้นที่อื่นต่อไป

หน่วยงานภาครัฐได้เตรียมความพร้อม เดินหน้าไปด้วยกัน

- กระทรวงสาธารณสุขฉีดวัคซีนได้ตามแผน 70% ของประชากร

- กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เร่งประชาสัมพันธ์มาตรการกักตัวในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต พังงา สุราษฏร์ธานี เชียงใหม่ ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ บุรีรัมย์ และกรุงเทพฯ

- กระทรวงมหาดไทยเปิดช่องทางกฎหมายให้ใช้งบท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนได้

- กระทรวงการคลังช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 1.4 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชาชนมากกว่า 51 ล้านคน กระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจรองรับการเปิดประเทศ

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการเปิดพื้นที่การท่องเที่ยวเริ่มต้น ที่ จ.ภูเก็ต (ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์) วันที่ 1 ก.ค.และเปิดพื้นที่เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี วันที่ 15 ก.ค. โดยมีมาตรการดังนี้

ก่อนเดินทาง

- มีหนังสือรับรองเข้าประเทศ (Certificate of Entry - COE)

- มีใบรับรองแพทย์ยืนยันไม่ติดเชื้อโควิด-19 ตรวจด้วยวิธี RT-PCR  ไม่เกิน 72 ชม. ก่อนเดินทาง

- มีประกันสุขภาพครอบคลุมค่าใช้จ่ายวงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงกรณีโควิด - 19

- มาจากกลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำและปานกลาง หรือตามที่ สธ.กำหนด

- ได้รับวัคซีนตามกำหนดอย่างน้อย 14 วัน และมี Vaccine Certificate

- ลงทะเบียนผ่าน www.entrythailand.go.th

เมื่อเดินทางมาถึง

- ติดตั้งแอปพลิเคชัน Thailand Plus และแอปพลิเคชันอื่นๆตามจังหวัดกำหนด เช่น “หมอชนะ

- รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19

- เข้าพักที่ได้รับการรับรอง สำหรับ จ.ภูเก็ตต้องเป็นที่พักที่ได้การรับรองมาตรฐาน SHA Plus ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จะต้องเป็นที่พัก ALQ   

การปฏิบัติตัวระหว่างอยู่ใน Sand box

ภูเก็ต : หากตรวจไม่พบเชื้อ เที่ยวในจังหวัดได้เลย แต่ต้องอยู่ภูเก็ตอย่างน้อย 14 วัน

สมุย พะงัน เต่า:

วันที่ 1-3 สามารถออกนอกห้องพักและใช้บริการบริเวณที่พัก

วันที่ 4-7 เที่ยวในระบบปิดตามเส้นทางที่กำหนด

วันที่ 8 - 14 เที่ยวในเกาะแบบไม่มีเงื่อนไข

       โดยต้องตรวจโควิดด้วยวิธี RT - PCR อีก 2 ครั้ง ในวันที่ 67 และ 1213 หรือตามกำหนด

ทั้งนี้เมื่อครบ 14 วัน สามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นๆ พร้อมแสดงหลักฐานการพำนักตามกำหนดและผลการตรวจโควิด

หากอยู่น้อยกว่า 14 วัน ต้องบินออกประเทศเท่านั้น

        ปัจจัยที่ทำให้ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ชะลอหรือยกเลิกมีดังนี้

       - จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 90 ราย/สัปดาห์

       - พบการกระจายโรคในจังหวัดทั้ง 3 อำเภอ และมากกว่า 6 ตำบล

       - พบการระบาดเกิน 3 คลัสเตอร์หรือมีการระบาดในวงกว้าง หาสาเหตุหรือความเชื่อมโยงไม่ได้

       - ความพร้อมรองรับผู้ป่วย มีผู้ติดเชื้อครองเตียง ตั้งแต่ 80% ของศักยภาพจังหวัด

       - พบการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์แบบวงกว้างควบคุมไม่ได้

โดยสามารถมีมาตรการปรับเปลี่ยน 4 ระดับ คือ ปรับลดกิจกรรมควบคุมเส้นทางการเดินทาง (sealed route) มาตรการกักตัวในโรงแรม (Hotel Quarantine) และทบทวนยุติภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

       ส่วนกรณีเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า หากเกิดการระบาดจนโรงพยาบาลเกาะสมุยไม่สามารถรองรับได้ โรงพยาบาลเกาะสมุยจะดำเนินการตามแผนบริหารความเสี่ยงที่วางไว้

------------------------------

 

มาตรการผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศและปรับระดับพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อลด ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม

 

        คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ครั้งที่ 8/64 เรื่องแนวทางการดำเนินงานของสถานที่กักกันซึ่งทางราชการกำหนดในวันที่ 1 ก.ค.64 เพื่อเตรียม การให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์และการบริหารจัดการสถานการณ์ควบคุมโรค ดังนี้

       การเดินทางเข้าราชอาณาจักร และสถานที่กักกัน

        1) การเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางอากาศ

              (1) ให้ผู้มีสัญชาติไทยและผู้ไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการกักกันตัวในสถานที่กักกันทางเลือก (Alternative Quarantine : AQ) โดยรัฐจะสนับสนุนค่าตรวจหาเชื้อโควิดเฉพาะผู้มีสัญชาติไทย

               (2) สถานที่กักกันในรูปแบบเฉพาะองค์กร (Organizational Quarantine : OQ) รองรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากการทำงานในต่างประเทศ ตามแนวทางที่กระทรวงแรงงานกำหนด และ คนไทยที่ประสบปัญหาตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศและประสงค์ จะเดินทางกลับประเทศไทย

        2) การเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางบก

       ให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ารับการกักกันตัวในสถานที่กักกันของรัฐ (State Quarantine : SQ) เนื่องจากจำนวนผู้เดินทางเข้ามีไม่มากนัก อีกทั้งการกำหนดให้เข้ารับการกักกันตัวใน SQ โดยรัฐเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย จะช่วยลดปัญหาการหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นพาหะของโรคโควิด – 19

        3) การเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางน้ำ

       ให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ารับการกักกันตัวใน (Alternative Quarantine : AQ) โดยบุคคลดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย   ในการกักกันตัวเอง  ประเภทของสถานที่กักกัน

        1) สถานที่กักกันทางเลือก (Alternative Quarantine : AQ) ให้รองรับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

              (1) ผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางน้ำและทางอากาศ ทั้งผู้มีสัญชาติไทย/ผู้ไม่มีสัญชาติไทย โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อโควิดเฉพาะผู้มีสัญชาติไทย

              (2) ผู้ที่ประสงค์เข้ารับการกักกันใน AQ โดยผู้นั้นพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

              (3) ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับผู้เดินทาง กรณีมีภารกิจหรือกิจกรรมที่สัมผัสใกล้ชิด

              (4) ผู้มีสัญชาติไทยกลุ่มเปราะบาง/ประสบปัญหาตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการต่างประเทศกำหนด

              (5) เจ้าหน้าที่รัฐที่กลับจากปฏิบัติราชการ/ภารกิจนอกราชอาณาจักร (เบิกค่าใช้จ่ายได้)

          2) สถานที่กักกันของรัฐ (State Quarantine : SQ) ให้รองรับ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

              (1) ผู้มีสัญชาติไทยที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางบก โดยรัฐเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกักกันตัว

              (2) ผู้สัมผัสใกล้ชิดหรือเสี่ยงสูง ทั้งผู้มีสัญชาติไทย/ผู้ไม่มีสัญชาติไทย

              (3) ผู้เดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดทั้งผู้มีสัญชาติไทย/ผู้ไม่มีสัญชาติไทย

          3) สถานที่กักกันในรูปแบบเฉพาะองค์กร (Organizational Quarantine : OQ) ประเภท ก ให้รองรับกลุ่ม เป้าหมาย ได้แก่

              (1) เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กลับจากปฏิบัติราชการหรือภารกิจนอกราชอาณาจักร

              (2) ผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของหน่วยงาน สถานประกอบการ หรือแรงงานไทยที่เดินทางกลับประเทศตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด

              (3) ผู้มีสัญชาติไทยกลุ่มเปราะบาง/ประสบปัญหาตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการต่างประเทศกำหนด

        4) สถานที่กักกันในรูปแบบเฉพาะองค์กร (Organizational Quarantine : OQ) ประเภท ข และ ค ให้รอง รับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

              (1) ผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อปฏิบัติภารกิจของหน่วยงาน

              (2) ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับผู้เดินทาง กรณีมีภารกิจหรือกิจกรรมที่สัมผัสใกล้ชิด

        5) สถานที่กักกัน Hospital Quarantine (HQ) ให้รองรับผู้ที่มีสัญชาติไทยที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลที่รัฐกำหนดให้เป็นสถานที่กักกัน ป้องกัน และควบคุมโรคโควิด - 19 โดยมีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า ซึ่งค่าใช้จ่ายในสถาน พยาบาลภาครัฐและภาคเอกชนให้เป็นไปตามสิทธิ รวมทั้งให้ชำระส่วนเกินสิทธิด้วยตนเองโดยสมัครใจ

        6) สถานที่กักกัน Alternative Hospital Quarantine (AHQ) ให้รองรับผู้ที่มีสัญชาติไทย/ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชนที่รัฐกำหนดให้เป็นสถานที่กักกัน โดยมีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า และชำระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดระหว่างการรักษาพยาบาลและกักกันตนโดยสมัครใจ

        คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ครั้งที่ 8/64 เรื่องมาตรการผ่อนคลายปรับระดับพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาด เริ่มวันที่ 21 มิ.ย.ดังนี้

       พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ

       พื้นที่ควบคุมสูงสุด 11 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตรัง นครปฐม ปัตตานี เพชรบุรี สงขลา สมุทรสาคร สระบุรี ยะลา นราธิวาส

       พื้นที่ควบคุม 9 จังหวัด คือ จันทบุรี นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ระยอง ระนอง ราชบุรี สระแก้ว สมุทรสงคราม

       พื้นที่เฝ้าระวังสูง ที่เหลืออีก 53 จังหวัด

       หลังจากที่มีการปรับพื้นที่แล้ว ได้ปรับมาตรการเพื่อผ่อนคลายตามไปด้วย ทั้งการทำงานในร้านอาหาร การให้บริการประชาชนที่ต้องทำงานเป็นช่วงเวลา การจัดกิจกรรม ศูนย์การค้าและสถานศึกษา ซึ่งต้องสอดคล้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน ดังนี้

        การจัดกิจกรรม พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ห้ามจัดกิจกรรมที่มีคนมากกว่า 50 คน

       พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) ห้ามจัดกิจกรรมที่มีคนมากกว่า 100 คน

        พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) ห้ามจัดกิจกรรมที่มีคนมากกว่า 150 คน

       พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) ห้ามจัดกิจกรรมที่มีคนมากกว่า 200 ร้านอาหาร พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) บริโภคในร้านได้ กรณีมีเครื่องปรับอากาศให้นั่งได้ไม่เกิน 50% เปิดได้ไม่เกิน 23.00 น. (งดการจำหน่าย และดื่มสุราในร้าน)

       พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) บริโภคในร้านได้ เปิดไม่เกิน 23.00 น. (งดการจำหน่าย และดื่มสุราในร้าน)

       พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) บริโภคในร้านได้ เปิดได้ตามปกติ (งดการจำหน่าย และดื่มสุราในร้าน)

       พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) บริโภคในร้านได้ เปิดได้ตามปกติ

       ศูนย์การค้า พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) เปิดได้ไม่เกิน 21.00 น.

       พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) เปิดบริการได้ตามปกติ

       พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) เปิดบริการได้ตามปกติ

       พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) เปิดบริการได้ตามปกติ

       สถานศึกษา พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ห้ามใช้อาคารสถานที่ เพื่อจัดการเรียนการสอน กิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก

       พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) ให้ใช้อาคาร สถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอน กิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมากต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

       พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) ให้ใช้อาคาร สถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอน กิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมากตามมาตรการที่กำหนด

       พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) ให้ใช้อาคาร สถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอน กิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมากตามมาตรการที่กำหนด        

        สถานที่เล่นกีฬาหรือการแข่งขันกีฬา พื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ให้ปิด ยกเว้นสถานที่เล่นกีฬากลางแจ้ง เปิดได้ไม่เกิน 21.00 น. แข่งขันได้โดยไม่มีผู้ชม

       พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) เปิดบริการได้ตามปกติทุกประเภท ไม่เกิน 21.00 น. จัดการแข่งขันโดยจำกัดผู้ชม

       พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) เปิดบริการได้ตามปกติทุกประเภท จัดการแข่งขันโดยจำกัดผู้ชม

       พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) เปิดบริการได้ตามปกติทุกประเภท จัดการแข่งขันโดยจำกัดผู้ชม

------------------------------

 

ครม. อนุมัติโครงการรถ  Mobile พาณิชย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

 

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการรถ Mobile พาณิชย์...ลดราคา! ช่วยประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

       โดยนำสินค้าราคาถูกไปตระเวนจำหน่ายให้แก่ประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่ต่ำกว่า 500 ชุมชนโดยการใช้รถ Mobile ไม่น้อยกว่า 1,000 คัน ให้บริการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพให้กับประชาชน ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดร้อยละ 20 - 40 

       เช่น ข้าวหอมถุงละ 5 กิโลกรัม 120 บาท ตกกิโลกรัมละ 24 บาท / ไข่ไก่แผงละ 30 ฟอง แผงละ 83 บาท ตกฟองละ 2.77 บาท /  ปลากระป๋อง กระป๋องละ 10 บาท / น้ำมันพืช 1 ลิตร   ขวดละ 43 บาท / น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท และบะหมี่ กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5 บาท รวมทั้งสินค้าอื่น ๆ โดยมีทั้งรถกระบะขนาดเล็ก (รถพุ่มพวง) และรถโมบายล์ขนาดใหญ่ มีสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ผงซักฟอก โฟมล้างหน้า และสินค้าใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยลดราคาสูงสุดถึง 60%

       ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน ระยะเวลาดำเนินการ 30 วัน เริ่มเดือน ก.ค. 2564 ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มรายได้ 210 ล้านบาท ลดรายจ่าย 90 ล้านบาท  เพิ่มการจ้างงาน/รักษาการจ้างงาน 2,385 คน ลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน 3 ล้านคน หรือ 100,000 คน/วัน

------------------------------

 

กระทรวงการคลังออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

 

กระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกับผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่งเป็นการเร่งด่วน เพื่อสั่งการให้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งประชาชนรายย่อยและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยให้เสนอแผนงานกลับมาให้กระทรวงการคลังพิจารณาภายใน 1-2 สัปดาห์

       เบื้องต้นทุกธนาคารเห็นตรงกันว่าจะมีการพักชำระหนี้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบไปจนสิ้นปี 64 จากปัจจุบันที่ช่วงเวลาพักหนี้ของธนาคารแต่ละแห่งไม่เท่ากัน และมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยจะจัดทำเป็นมาตรการกลางแทน ซึ่งมีธนาคารของรัฐแห่งหนึ่งเสนอแผนช่วยเหลือลูกหนี้เป็นกรณีพิเศษ จากเดิมที่พักเงินต้นแต่ให้จ่ายดอกเบี้ยตามปกติหรือบางส่วน เป็นการพักชำระเงินต้นและลดดอกเบี้ยเหลือ 0% หรือ คิดแค่ 0.01% ต่อปีเท่านั้น

       นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่ามาตรการดังกล่าวเพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น โดยมาตรการแต่ละธนาคารสามารถดำเนินการได้เลย ไม่ต้องมติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะไม่ได้ขอรับการชดเชย ธนาคารยอมสูญเสียรายได้เพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ยืนยันว่าไม่กระทบกับฐานะโดยรวมของธนาคาร เนื่องจากมีการตั้งสำรองในระดับสูง มีการบริหารความเสี่ยง จึงมีฐานะแข็งแกร่ง

       สำหรับการลดเพดานดอกเบี้ยเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนตามนโยบายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยในส่วนที่กระทรวงการคลังดำเนินการผ่าน พิโกไฟแนนซ์และนาโนไฟแนนซ์ ก็มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำพอสมควร ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐก็ดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้ว บางมาตรการที่ออกมาช่วยเหลือลูกหนี้ก็มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อซอฟท์โลนด้วยซ้ำ

       ส่วนกรณีของธนาคารพาณิชย์ กระทรวงการคลังจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เร็ว ๆนี้ เพื่อพิจารณาว่าสามารถทำได้หรือไม่ และทำได้มากน้อยแค่ไหน ในกลุ่มลูกค้าใดบ้าง

25 มิถุนายน 2564